News

**รอยร้าวบนจานใบเก่ากับหยาดน้ำตา: สิ้นสุดยุคแม่ผัวใจร้าย

เมื่อทนายเทวดาที่คลานเข่าไปกราบกราน คือพี่ชายแท้ๆ ของสะใภ้ก้นครัว**

คฤหาสน์ตระกูล ‘ศิริไพศาล’ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง ความหรูหราโอ่อ่าของมันสะท้อนถึงฐานะและหน้าตาทางสังคมของ **‘คุณหญิงวิไลลักษณ์’** ผู้เป็นนายหญิงแห่งบ้านหลังนี้ ทว่าภายใต้ฉากหน้าอันวิจิตรตระการตา กลับซ่อนความเน่าเฟะทางจิตใจที่กระทำต่อ **‘บัวบูชา’** หญิงสาวชาวดอยจากภาคเหนือ ผู้มีศักดิ์เป็นถึง ‘ลูกสะใภ้’ ของบ้าน

บัวบูชาแต่งงานกับ **‘ภาคิน’** ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงวิไลลักษณ์ ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เธอไม่เคยสนใจเรื่องฐานะ แต่สำหรับคุณหญิงวิไลลักษณ์ บัวบูชาคือ ‘กาฝาก’ คือผู้หญิงบ้านนอกคอกนาที่ใช้มนต์ดำหรือยาแฝดทำเสน่ห์ใส่ลูกชายของตนให้หลงใหลจนยอมจดทะเบียนสมรสด้วย แม้ภาคินจะรักบัว แต่เขาก็เป็นผู้ชายหัวอ่อนที่ไม่กล้าขัดใจแม่ เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงมักจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ภรรยาต้องเผชิญกับความโหดร้ายเพียงลำพัง

### **จานบานร้าวและข้าวคลุกน้ำตาข้างถังขยะ**

บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนอบอ้าว บัวบูชากำลังง่วนอยู่กับการซักผ้ากองโตด้วยมือตามคำสั่งของแม่ผัว ร่างกายที่ผอมบางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ท้องของเธอร้องประท้วงเพราะยังไม่มีข้าวตกถึงท้องตั้งแต่เช้า

“นี่นังบัว! ซักเสร็จหรือยัง มัวแต่อู้ระวังฉันจะไล่แกกลับไปกินดินกินหญ้าที่บ้านนอกของแกนะ!” เสียงแหลมปรี๊ดของคุณหญิงวิไลลักษณ์ดังมาจากระเบียงชั้นสอง

“ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณแม่” บัวบูชาตอบเสียงแผ่ว

เมื่อซักผ้าเสร็จ หญิงสาวเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาข้าวกิน ทว่ากับข้าวที่เหลือบนโต๊ะกลับถูกเททิ้งลงถังขยะไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษข้าวสวยก้นหม้อที่เริ่มเย็นชืด บัวบูชาถอนหายใจ เธอหยิบจานกระเบื้องใบเก่าที่มีรอยบิ่นและร้าวตรงขอบขึ้นมาตักข้าวใส่ หวังจะกินรองท้องกับน้ำปลา

“ใครอนุญาตให้แกใช้จานใบนั้นฮะ!”

คุณหญิงวิไลลักษณ์เดินเข้ามาในครัวพร้อมกับสาวใช้คนสนิท หล่อนปรี่เข้ามากระชากจานข้าวในมือของบัวบูชา แล้วปาลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นสองซีก ข้าวสวยหกเกลื่อนกลาดพื้นกระเบื้อง

“คุณแม่…” บัวบูชาน้ำตาคลอ

“แกมันก็แค่คนชั้นต่ำ นังลูกชาวนา! จานในตู้ของฉันมีแต่ของแพงๆ ระดับแกน่ะ กินในจานแตกๆ ข้างถังขยะนี่ก็หรูพอแล้ว!” คุณหญิงวิไลลักษณ์ชี้หน้าด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “เก็บข้าวที่ตกพื้นขึ้นมาใส่เศษจานที่แตก แล้วไปนั่งกินตรงนู้น! ข้างๆ ถังขยะขยะเปียกนู่น มันถึงจะสมฐานะสะใภ้สลัมอย่างแก!”

บัวบูชากัดริมฝีปากจนห้อเลือด น้ำตาแห่งความอดสูไหลอาบแก้ม เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เก็บเศษข้าวที่คลุกฝุ่นบนพื้นใส่ลงในซีกจานที่แตกบิ่น แล้วเดินไปนั่งคุดคู้กินข้าวเคล้าคราบน้ำตาอยู่ข้างถังขยะหลังบ้าน กลิ่นเหม็นเน่าของขยะไม่ได้ทำให้เธอสะอิดสะเอียนเท่ากับวาจาเชือดเฉือนของผู้เป็นแม่สามี เธอพร่ำบอกตัวเองในใจว่า *อดทนไว้บัว… อดทนเพื่อความรัก* แต่ลึกๆ แล้ว หัวใจของเธอกำลังแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

### **พายุร้ายพัดถล่มตระกูลศิริไพศาล**

เวลาผ่านไปเพียงสามเดือน กรรมตามสนองเร็วกว่าที่คิด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลศิริไพศาลถูกฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกงและบุกรุกที่ดินป่าสงวน มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท หุ้นบริษัทดิ่งลงเหว ธนาคารระงับสินเชื่อชั่วคราว คฤหาสน์ที่เคยโอ่อ่ากำลังจะถูกอายัด

คุณหญิงวิไลลักษณ์แทบจะเป็นบ้า ภาคินเองก็เครียดจนหัวหด ทนายความประจำตระกูลส่ายหน้ายอมแพ้ เพราะหลักฐานฝั่งโจทก์แน่นหนามาก

“มีทนายอยู่คนเดียวในประเทศนี้ที่จะพลิกคดีนี้ได้ครับคุณหญิง” ทนายประจำตระกูลเอ่ยขึ้น “**ทนายทินภพ** เจ้าของสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เขาคือทนายเทวดาที่ไม่เคยแพ้คดี แต่ค่าตัวเขามหาศาล และเขาเลือกลูกความมาก ถ้าเขาไม่รับทำ เราแพ้ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ”

คุณหญิงวิไลลักษณ์เบิกตากว้าง “ต่อให้ต้องกราบเท้า หรือจ่ายเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ฉันก็ยอม! ฉันจะไม่ยอมไปนอนในคุกเด็ดขาด! พรุ่งนี้ฉันกับภาคินจะไปหาทนายทินภพด้วยตัวเอง!”

### **คลานเข่าเข้าสู่อาณาจักรของทนายเทวดา**

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณหญิงวิไลลักษณ์และภาคินแต่งตัวด้วยชุดที่หรูหราที่สุด หอบเอกสารปึกใหญ่เดินทางไปยังสำนักงานกฎหมายสุดหรูใจกลางสาทร การจะขอเข้าพบทนายทินภพไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องนั่งรอหน้าห้องอยู่เกือบสามชั่วโมงด้วยความกระวนกระวาย

“เชิญด้านในครับ ท่านประธานรออยู่” เลขานุการหนุ่มเดินมาเปิดประตูบานยักษ์ให้

ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยกระจกใสและเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองราคาแพงระยับ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทอาร์มานี (Armani) สั่งตัดสีน้ำเงินเข้ม นั่งหันหลังเก้าอี้มองวิวเมืองหลวงอยู่ เมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เขาก็ค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา

ใบหน้าคมคาย แววตาดุดันทรงอำนาจ และท่าทางที่สง่างามเหนือระดับ ทำเอาคุณหญิงวิไลลักษณ์ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย หล่อนรีบยกมือไหว้และปั้นหน้ายิ้มแย้มที่สุดในชีวิต

“สวัสดีค่ะ ท่านทนายทินภพ ดิฉันวิไลลักษณ์ จากศิริไพศาลกรุ๊ปค่ะ นี่ภาคินลูกชายดิฉัน… เรากำลังเดือดร้อนแสนสาหัส หวังพึ่งบารมีท่านทนายช่วยว่าความให้คดีของเราด้วยเถอะนะคะ เรียกเงินเท่าไหร่ดิฉันสู้ไม่อั้นค่ะ!”

ทินภพประสานมือไว้บนโต๊ะ มองสองแม่ลูกด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ผมได้อ่านรายละเอียดคดีของคุณแล้วล่ะครับคุณหญิง… ศิริไพศาลกรุ๊ป เป็นตระกูลใหญ่โต ร่ำรวยมหาศาล มีกินมีใช้ไปสิบชาติก็ไม่หมด… แต่ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง”

“ส… สงสัยอะไรหรือคะท่านทนาย? ถามมาได้เลยค่ะ ดิฉันยินดีตอบทุกอย่าง” คุณหญิงวิไลลักษณ์รีบประจบประแจง

ทินภพค่อยๆ เลื่อนลิ้นชักโต๊ะทำงานออก แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะกระจกอย่างระมัดระวัง วัตถุนั้นถูกห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตา เมื่อเขาเลิกผ้าออก… สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาคุณหญิงวิไลลักษณ์และภาคินถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง

มันคือ **‘เศษซีกจานกระเบื้องที่แตกและมีรอยบิ่น’** จานใบเดียวกับที่คุณหญิงวิไลลักษณ์ปาลงพื้นและบังคับให้ลูกสะใภ้ใส่ข้าวกินข้างถังขยะ!

“ผมสงสัยว่า… ร่ำรวยระดับคุณหญิง ทำไมถึงใจดำ เลี้ยงคนในครอบครัวด้วยเศษจานแตกๆ ใบนี้ข้างถังขยะเปียกได้ลงคอ?” น้ำเสียงของทินภพดุดันขึ้นจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน

“ท… ท่านทนาย… นี่มัน… จานใบนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…” เสียงของคุณหญิงวิไลลักษณ์สั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

ภาคินกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ “ทนายทินภพครับ… นี่มันเรื่องในครอบครัวผม ทนายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง…”

“เรื่องในครอบครัวคุณงั้นเหรอ?” ทินภพหัวเราะในลำคอ แต่แววตาไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แผ่รังสีคุกคามจนสองแม่ลูกแทบจะหดตัวลงไปกองกับพื้น “ผู้หญิงที่คุณเรียกว่า ‘อีลูกชาวนา’ หรือ ‘นังสะใภ้ชั้นต่ำ’ ที่พวกคุณสับโขกข่มเหงราวกับหมูราวกับหมา… **เธอคือ ‘น้องสาวสายเลือดเดียวกัน’ ของผมเอง!**”

คำประกาศิตนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของคุณหญิงวิไลลักษณ์ ร่างของหญิงวัยกลางคนสั่นสะท้าน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นพรม ภาคินเบิกตาโพลง อ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก

“มะ… ไม่จริง… นังบัว… นังบัวเป็นเด็กกำพร้า บ้านนอกคอกนา ไม่มีหัวนอนปลายเท้า…” คุณหญิงวิไลลักษณ์ละล่ำละลัก

“ผมกับบัวบูชาเราเป็นเด็กต่างจังหวัดก็จริง แต่เราดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัว ผมส่งตัวเองเรียนกฎหมายจนสอบชิงทุนไปจบเมืองนอก ส่วนบัวบูชาเธอเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย เปิดร้านขายดอกไม้เล็กๆ ของเธอ เธอปกปิดนามสกุลจริงและฐานะของครอบครัวเรา เพราะเธออยากเจอ ‘รักแท้’ ที่ไม่ได้รักเธอเพราะเงินหรืออำนาจของผม…” ทินภพจ้องหน้าภาคินด้วยสายตารังเกียจขีดสุด “แต่เธอคิดผิด! ที่ไปคว้าผู้ชายอ่อนแอ หน้าตัวเมีย ที่ปกป้องภรรยาตัวเองจากแม่ใจยักษ์ไม่ได้อย่างคุณ!”

จังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานที่เชื่อมกับห้องพักส่วนตัวด้านหลังก็เปิดออก ร่างบางของบัวบูชาในชุดเดรสสีขาวเรียบหรู ก้าวเดินออกมา ใบหน้าที่เคยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นควัน บัดนี้หมดจดและงดงามราวกับนางพญา ข้างกายเธอมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์คอยคุ้มกัน

“บัว…” ภาคินครางชื่อภรรยาเสียงแผ่ว เขาพยายามจะคลานเข้าไปหา “บัวจ๋า… พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลย พี่มันโง่เอง กลับบ้านเรานะบัวนะ”

บัวบูชามองอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไม่มีเหลือความรักความผูกพันอีกต่อไป เธอวางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าภาคิน

“เซ็นใบหย่าซะภาคิน ความรักของฉันมันหมดไปตั้งแต่วันที่คุณยืนมองแม่ของคุณบังคับให้ฉันกินข้าวข้างถังขยะแล้ว… ฉันทนเพราะรัก แต่ความรักมันเอาชนะความเนรคุณและความใจร้ายไม่ได้หรอก” น้ำเสียงของบัวบูชาเด็ดขาดและไร้เยื่อใย

“ไม่นะบัว! ไม่หย่า! คุณหญิงแม่ครับ ช่วยผมพูดสิครับ!” ภาคินหันไปเกาะแขนแม่

คุณหญิงวิไลลักษณ์ที่ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่า ผู้หญิงที่ตัวเองเหยียบย่ำมาตลอด คือน้องสาวของทนายเพียงคนเดียวที่จะช่วยชีวิตตระกูลตัวเองได้ หล่อนทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด คลานเข่าเข้าไปกอดขาบัวบูชา น้ำตาหูน้ำตาตาไหลพราก

“หนูบัว! แม่ขอโทษ! แม่มันตาบอด แม่มันใจคอโหดร้าย ยกโทษให้แม่นะลูกนะ อย่าทิ้งภาคินไปเลย ขอร้องท่านทนายให้ช่วยคดีบ้านเราเถอะนะลูก ไม่งั้นบ้านเราต้องล้มละลายแน่ๆ แม่ยอมหนูทุกอย่างแล้ว แม่จะกราบเท้าหนูก็ได้!”

คุณหญิงวิไลลักษณ์ทำท่าจะก้มกราบเท้าบัวบูชาจริงๆ แต่ทินภพก้าวเข้ามาขวางไว้ แล้วดึงตัวน้องสาวออกมา

“เก็บรอยตราบาปและความหยิ่งยโสของคุณไว้เถอะครับคุณหญิง” ทินภพเอ่ยเสียงเฉียบขาด “บริษัทของคุณ ศิริไพศาลกรุ๊ป ผมไม่เพียงแต่จะไม่รับทำคดีให้… แต่ผมคือ ‘ทนายฝั่งโจทก์’ ที่จะส่งฟ้องพวกคุณให้ล้มละลายและเข้าคุกด้วยตัวของผมเอง!”

“กรี๊ดดดดดดดด!!! ไม่นะ!!!”

คุณหญิงวิไลลักษณ์กรีดร้องสุดเสียงก่อนจะช็อกและหน้ามืดล้มพับสลบเหมือดไปกับพื้นพรมทันที ภาคินได้แต่กอดร่างแม่ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสมเพช หมดสิ้นคราบคุณชายทายาทเศรษฐีผู้เย่อหยิ่ง

บัวบูชามองภาพความพินาศของอดีตครอบครัวสามีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปพร้อมกับทินภพพี่ชายของเธอ ทิ้งรอยร้าวบนจานกระเบื้องไว้เป็นพยานวัตถุแห่งความทรงจำอันเลวร้าย ที่สุดท้ายแล้ว มันได้บาดลึกและทำลายชีวิตของผู้ที่ทำลายมัน… อย่างสาสมและไม่มีวันหวนกลับ.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!